วันที่ 4 กันยายน 2569 นางวีระ สมศิริ เกษตรจังหวัดยะลา มอบหมายให้นางสาวปุณญิสา เซ่งซิ้ว หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคเหี่ยวกล้วยหิน ณ ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา นำทีมโดยเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอธารโต
จากการติดตามแปลงของนายแวสะมะแอ กาแบ หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านแหร พบต้นกล้วยแสดงอาการระบาดของโรคเหี่ยวกล้วยหิน เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ทำลายกอ ตามวิธีการดังนี้
โดยใช้สารกำจัดวัชพืช ไตรโคลเพอร์ บิวทอกซีเอทิลเอสเตอร์ 66.8% อีซี แช่ทิ้งไว้ข้ามคืน โดยการใช้ไม้เสียบลูกชิ้นที่แช่สารกำจัดวัชพืชแล้ว เสียบบริเวณโคนต้นที่เป็นโรค ลึกประมาณ 5 นิ้ว โดยเลือกเสียบที่ต้นกล้วยขนาดใหญ่ในกอ ประมาณ 2-3 ต้น ต้นกล้วยจะตายภายในเวลาประมาณ 20-30 วัน
โรยปูนขาว 5 กิโลกรัมต่อกอ ตรงบริเวณโคนและรอบรากต้นกล้วยที่เป็นโรค เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคที่อยู่ในดิน
ต้นกล้วยที่เป็นโรค หากมีปลี หรือเครือกล้วย ให้ใช้ถุงพลาสติกคลุม เพื่อป้องกันแมลงที่จะมาสัมผัสเชื้อสาเหตุโรค และยับยั้งการแพร่กระจายโรคไปสู่ต้นอื่น
หลังจากต้นกล้วยตาย ให้สับต้นกล้วยเป็นท่อน แล้วราดด้วย พ.ด.1 ที่ผสมน้ำตามคำแนะนำข้างซอง ใช้ 1 ซองต่อกอ เพื่อให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ห้ามนำต้นกล้วยที่ย่อยสลายแล้วไปเป็นปุ๋ย
ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในดินอีกครั้ง โดยสับกอกล้วยที่ย่อยสลายแล้วกับดินบริเวณรอบกอกล้วย แล้วใช้ยูเรีย 0.5 กิโลกรัม ผสมกับ ปูนขาว 5 กิโลกรัมต่อกอ โรยให้ทั่วกอ กลบดินบริเวณกอกล้วยให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ เมื่อยูเรียและปูนขาวได้รับความชื้นจะแตกตัวเป็นแก๊สพิษฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เมื่อครบกำหนดใช้จอบสับดินให้แก๊สพิษที่อยู่ในดินออกมา แล้วปลูกพืชได้ตามปกติ
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำการดูแลป้องกันต้นกล้วยที่ยังไม่เป็นโรคแต่อยู่ในแปลงที่มีต้นกล้วยเป็นโรค โดยให้ใช้ชีวภัณฑ์บาซิลัส ซับทีลิส สายพันธุ์ BS-DOA24 ของกรมวิชาการเกษตร อัตรา 25 กรัม ผสมน้ำ 10 ลิตรต่อกอ รดให้ทั่วรอบต้น ทุก 30 วัน อย่างต่อเนื่อง และหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศมีฝนตก อากาศชื้น






