เกษตรยะลา ลงพื้นที่แนะนำ 5 ขั้นตอน จัดการโรคตายพรายและโรคเหี่ยวในกล้วยหินอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการระบาดในพื้นที่

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นางวีระ สมศิริ เกษตรจังหวัดยะลา มอบหมายให้นางสาวปุณญิสา เซ่งซิ้ว หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช และเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืช ลงพื้นที่ติดตามแปลงกล้วยหิน ในพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลลำใหม่ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองยะลานำทีมลงพื้นที่

จากการลงพื้นที่ติดตาม พบว่า เริ่มมีการระบาดของโรคตายพราย ซึ่งเกิดจาก เชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense พบมากในช่วงที่มีความชื้นสูง ทำให้ต้นกล้วยแสดงอาการใบแก่ด้านนอกซีดเหลือง ลำต้นบางส่วนเน่าเป็นสีน้ำตาลแต่บริเวณแกนกลางปกติ และพบบางกอแสดงอาการของโรคเหี่ยวกล้วยหิน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum เข้าทำลายท่อน้ำท่ออาหาร ทำให้ใบเหลืองเหี่ยวจากยอดลงมา ท่อน้ำท่ออาหารในลำต้นเทียมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เมื่อทดลองผ่าผลพบว่าเนื้อภายในผลไม่มีการสร้างแป้ง ผลกล้วยมีขนาดเล็กลีบ และเนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลแดง

เจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ทำลายกอ ตามวิธีการดังนี้

1⃣ โดยใช้สารกำจัดวัชพืช ไตรโคลเพอร์ บิวทอกซีเอทิลเอสเตอร์ 66.8% อีซี แช่ทิ้งไว้ข้ามคืน โดยการใช้ไม้เสียบลูกชิ้นที่แช่สารกำจัดวัชพืชแล้ว เสียบบริเวณโคนต้นที่เป็นโรค ลึกประมาณ 5 นิ้ว โดยเลือกเสียบที่ต้นกล้วยขนาดใหญ่ในกอ ประมาณ 2-3 ต้น ต้นกล้วยจะตายภายในเวลาประมาณ 20-30 วัน

2⃣ โรยปูนขาว 5 กิโลกรัมต่อกอ ตรงบริเวณโคนและรอบรากต้นกล้วยที่เป็นโรค เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคที่อยู่ในดิน

3⃣ ต้นกล้วยที่เป็นโรค หากมีปลี หรือเครือกล้วย ให้ใช้ถุงพลาสติกคลุม เพื่อป้องกันแมลงที่จะมาสัมผัสเชื้อสาเหตุโรค และยับยั้งการแพร่กระจายโรคไปสู่ต้นอื่น

4⃣หลังจากต้นกล้วยตาย ให้สับต้นกล้วยเป็นท่อน แล้วราดด้วย พ.ด.1 ที่ผสมน้ำตามคำแนะนำข้างซอง ใช้ 1 ซองต่อกอ เพื่อให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น ประมาณ 3-4 สัปดาห์ ห้ามนำต้นกล้วยที่ย่อยสลายแล้วไปเป็นปุ๋ย

5⃣ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในดินอีกครั้ง โดยสับกอกล้วยที่ย่อยสลายแล้วกับดินบริเวณรอบกอกล้วย แล้วใช้ยูเรีย 0.5 กิโลกรัม ผสมกับ ปูนขาว 5 กิโลกรัมต่อกอ โรยให้ทั่วกอ กลบดินบริเวณกอกล้วยให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ เมื่อยูเรียและปูนขาวได้รับความชื้นจะแตกตัวเป็นแก๊สพิษฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เมื่อครบกำหนดใช้จอบสับดินให้แก๊สพิษที่อยู่ในดินออกมา แล้วปลูกพืชได้ตามปกติ

นอกจากการนี้ เจ้าหน้าที่แนะให้เกษตรกรใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์มา แช่หน่อพันธุ์และรองก้นหลุมก่อนปลูกเสมอ ระวังอย่าให้น้ำไหลจากต้นที่ป่วยไปหาต้นปกติ และควรใช้สารชีวภัณฑ์ BS-DOA24 รดทุกเดือน พร้อมย้ำเตือนให้ทำความสะอาดมีดและอุปกรณ์การเกษตรทุกครั้งหลังใช้งาน ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบอาการน่าสงสัยในสวน สามารถรีบแจ้งขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอใกล้บ้านได้ทันที

Scroll to Top