วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 น. นางวีระ สมศิริ เกษตรจังหวัดยะลา มอบหมายให้ นางสาวกิตติยา ศรีมณี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา และ นางสาวอพิชญา พรหมแก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรผ่านรายการ “แหลงหรอยหรอยกับสำนักงานเกษตรยะลาอินเทรนด์” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดยะลา FM 94.25 MHz ซึ่งออกอากาศเป็นประจำทุกวันจันทร์ เวลา 11.10–12.00 น. พร้อมถ่ายทอดสด (Live) และรับชมย้อนหลังผ่าน Facebook “94.25 คลื่นมหาชน คนชายแดนใต้”
สำหรับการจัดรายการในครั้งนี้ ได้พูดคุยในประเด็น “กล้วยหินบันนังสตา พืชอัตลักษณ์ของจังหวัดยะลา และการป้องกันโรคเหี่ยวในกล้วยหิน” โดยถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่ความเป็นมาและความสำคัญของกล้วยหินบันนังสตา ซึ่งเป็นพืชประจำถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในชื่อ “กล้วยหินบันนังสตา” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกเป็นพืชแซมในสวนไม้ผลหรือบริเวณหัวไร่ปลายนา และนำผลผลิตไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กล้วยหินกรอบแก้ว กล้วยหินกรอบเค็ม และกล้วยหินต้ม รวมถึงใช้เป็นอาหารของนกกรงหัวจุก
นอกจากนี้ ยังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ โรคเหี่ยวในกล้วยหิน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่จังหวัดยะลาเคยประสบการระบาดมาตั้งแต่ปี 2558 ส่งผลให้พื้นที่ปลูกลดลง ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการแปรรูป และกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร โดยปัจจุบันพบการกระจายของโรคในพื้นที่ปลูกทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดยะลา โรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านหน่อกล้วยจากกอที่เป็นโรค ดิน อุปกรณ์ทางการเกษตร และยานพาหนะ โดยเชื้อสามารถอาศัยอยู่ในดินได้นานถึง 18 เดือน และยังไม่มีสารเคมีที่สามารถกำจัดเชื้อได้โดยตรง
ภายในรายการได้แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงและสังเกตอาการผิดปกติของต้นกล้วย โดยอาการระยะแรก ได้แก่ ใบธงหรือใบอ่อนเริ่มเหี่ยวและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก่อนที่ใบล่างจะเหี่ยวตามมา ต้นกล้วยจะค่อย ๆ ทรุดและตายในที่สุด หากผ่าหรือตัดลำต้นจะพบว่าบริเวณท่อน้ำและท่ออาหารเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขณะที่ระยะออกปลีอาจพบปลีแคระแกร็น ผลลีบ และเนื้อภายในมีสีน้ำตาลถึงดำ
สำหรับแนวทางป้องกันและกำจัดโรคเหี่ยวในกล้วยหิน มี 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การเตรียมดินและฆ่าเชื้อในดินก่อนปลูก 2) การควบคุมโรคด้วยสารชีวภัณฑ์บาซิลลัส ซับทิลิส สายพันธุ์ BS-DOA 24 3) การบำรุงรักษาต้นกล้วยให้แข็งแรง 4) การทำความสะอาดกอกล้วยและจัดการสภาพแวดล้อมในแปลง 5) การคลุมปลีและตัดปลีในระยะที่เหมาะสม และ 6) การทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์ทางการเกษตร รวมทั้งเน้นย้ำให้เกษตรกรเลือกใช้หน่อพันธุ์ที่ปลอดโรค และไม่นำหน่อจากกอที่เป็นโรคไปขยายพันธุ์
นอกจากการป้องกันโรคแล้ว จังหวัดยะลายังมีการขับเคลื่อนและส่งเสริมการผลิตกล้วยหินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์แนวทางป้องกันกำจัดโรคเหี่ยว การถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตและขยายเชื้อ BS-DOA 24 รวมถึงการจัดทำ แปลงต้นแบบ 70 แปลง และแปลงขยายผล 135 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดยะลา เพื่อขยายผลเทคโนโลยีการป้องกันและกำจัดโรคเหี่ยวในกล้วยหิน
ขณะเดียวกัน ยังมีการส่งเสริมการสร้างแหล่งผลิตหน่อและต้นพันธุ์กล้วยหินปลอดโรค รวมถึงการใช้หน่อพันธุ์และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยในพื้นที่อำเภอยะหามีเรือนเพาะชำสำหรับอนุบาลหน่อพันธุ์และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จำนวน 2 จุด เพื่อสนับสนุนการมีหน่อพันธุ์กล้วยหินปลอดโรคในพื้นที่ ทั้งนี้ การปลูกกล้วยหินสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรประมาณ 30,000 บาทต่อไร่ต่อปีในปีแรก และ 50,000 บาทต่อไร่ต่อปีในปีถัดไป รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการแปรรูปของวิสาหกิจชุมชน ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากการแปรรูปกว่า 80,000 บาทต่อเดือน





